ญี่ปุ่นเล็งลงทุนน้ำแร่ระนอง

              

 

ทุนญี่ปุ่นเล็งร่วมพัฒนาแหล่งน้ำแร่ร้อนระนอง นำออนเซนมาประยุกต์ต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยมีเจโทร นำทีมลงพื้นที่สำรวจศักยภาพ พร้อมหนุนเปิดเส้นทางขนส่งทางทะเลใหม่ ใช้ท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมและกระจายสินค้าสู่เอเชียใต้และกลุ่ม BIMSTEC 

              นายมาซากิ   มัตซูโมโต  ผู้ประสานงาน  (Senior  Coordinator) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization-JETRO)หรือเจโทร  เปิดเผย  ระหว่างการนำคณะผู้ประกอบการด้านน้ำแร่ร้อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนอง และเข้าพบนายพีระศักดิ์   หินเมืองเก่า  ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง โดยทางเจโทร ต้องการลงมาเก็บข้อมูลรายละเอียดในส่วนของน้ำแร่ร้อนของจังหวัดระนอง และท่าเรือระนอง เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอให้กับผู้ประกอบการและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุนในพื้นที่จังหวัดระนอง
             ทั้ง
นี้รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนตามโครงการ  DARUMA  Project  เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยในการขยายช่องทางการลงทุนในพื้นที่ โดยญี่ปุ่นพร้อมที่ให้ความช่วยเหลือด้านโนว์ฮาว หรือเทคโนโลยี โดยเฉพาะในส่วนของน้ำแร่ร้อนที่จังหวัดระนอง ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติ สามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก แต่การดำเนินการของผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ยังไม่เป็นไปในทิศทางที่ตลาดต้องการ 

“หากสามารถนำออนเซนของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ได้ ก็อาจจะเกิดการต่อยอด และเพิ่มมูลค่า ทั้งยังสามารถผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกพื้นที่หนึ่งได้ ซึ่งมองว่าระนองมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง รวมถึงสามารถเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวไปยังพม่า โดยเฉพาะธุรกิจดำน้ำที่ขณะนี้ชาวญี่ปุ่นและนักธุรกิจญี่ปุ่นกำลังให้ความสนใจที่จะขยายฐานธุรกิจเข้าไปยังประเทศพม่า ขณะที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภูเก็ตและเขาหลัก แต่หากระนองสามารถรองรับในจุดนี้ ในอนาคตก็อาจจะเป็นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาแหล่งน้ำแร่ร้อนในจังหวัดระนอง และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนให้เข้ามายังพื้นที่ได้ง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ทางเจโทร ยังสนใจที่จะใช้ศักยภาพของท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสู่ประเทศในเอเชียใต้  ซึ่งก่อนหน้านี้เจโทร เคยนำคณะลงมายังพื้นที่ระนองเพื่อศึกษาช่องทางการขนส่งทางทะเล โดยการใช้ท่าเรือเป็นฐานกระจายสินค้าเข้าอินเดียและกลุ่มประเทศเอเชียใต้มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยมีนายมุเนโนริ  ยามาดะ ประธานเจโทร เดินทางลงมาด้วย
ขณะเดียวกัน เจโทร กำลังศึกษาช่องทางการขนส่งทางทะเลเส้นทางใหม่ เพื่อขยายการค้าการลงทุนไปยังประเทศในเอเชียใต้ โดยเฉพาะ อินเดีย และกลุ่ม BIMSTEC ซึ่งประกอบด้วย ประเทศบังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ไทย พม่า เนปาล และภูฏาน ทั้งนี้ท่าเรือระนองเป็นอีกท่าเรือหนึ่งที่เจโทรประเมินว่ามีศักยภาพสูง ในการใช้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมเส้นทางการขนส่งจากอ่าวไทยมายังฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อกระจายสินค้าสู่ประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศในเอเชียใต้
“ปัจจุบันการขนส่งสินค้าของญี่ปุ่นไปยังประเทศอินเดียและเอเชียใต้ จะใช้เส้นทางผ่านทางช่องแคบมะละกา อ้อมแหลมสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวมีการจราจรที่หนาแน่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังมีระยะเวลาในการเดินทางที่ยาวนาน ซึ่งจากการศึกษา หากสามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้ามายังท่าเรือระนองได้ จะสามารถย่นระยะเวลาได้รวดเร็วขึ้น ขณะนี้ เจโทรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือกำลังเก็บข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อประเมินอีกครั้งว่า เส้นทางนี้ยังมีปัญหาหรือไม่ รวมไปถึงความคุ้มค่าทางด้านการลงทุนด้วย”
อย่างไรก็ตาม จังหวัดระนอง มีทำเลที่ตั้งเป็นประตูสู่ทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย สามารถใช้เป็นจุดเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างทะเลตะวันตก (อันดามัน) กับทะเลฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) เพราะมีระยะถึงกันสั้นที่สุด จึงเหมาะแก่การขนถ่ายสินค้าระหว่างสองฝั่ง และขนถ่ายไปยังประเทศริมฝั่งทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย
ด้านนางระวีพรรณ  ช้างเย็นฉ่ำ  ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการส่งออก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นผู้นำคณะเจโทรเดินทางมายังจังหวัดระนอง กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีของจังหวัดระนอง เพราะหากญี่ปุ่นสนใจและเข้ามาลงทุนในอนาคต จะส่งผลให้จังหวัดระนองกลายเป็นเมืองท่าขนส่งที่สำคัญรวมถึงการพัฒนาต่อยอดน้ำแร่ร้อนที่ทางญี่ปุ่นมีโนว์ฮาวในการพัฒนา และการสร้างตลาด

ที่มา : http://www.thanonline.com

 

Leave a Reply